ข่าวสาร ข้อมูล ทุกด้านต้องรับฟัง ไม่เชื่อสิ่งที่เห็น ฟังข่าวสารเพียงฝ่ายเดียว ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว/ FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/ http://twitter.com/jiew ● ปรึกษาปัญหากฏหมาย ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ ปัญหาติดต่อราชการ ฟรี ● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล, ● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work สำนักพิมพ์ดาวหาง www.sanamluang.bloggang.com สนใจติดต่อสอบถาม workingmailhome@hotmail.com

"เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน"

ฉันไม่ชอบกฎหมาย
Blognone
Bookmark and Share

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

การตูนเซีย 25 พฤษภาคม 2552

Pic_8275

การตูนเซีย 25 พฤษภาคม 2552

บริการแอร์พอร์ตลิงก์ ได้ฤกษ์เปิดจริง 6 ธ.ค.

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
 
“แอร์พอร์ตลิงก์” ได้ฤกษ์เปิดบริการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการวันที่ 6 ธ.ค. 2552

นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 ธ.ค. 2552 จะเปิดให้บริการโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศ ยานในเมือง (แอร์พอร์ตลิงก์)

การจัดเก็บค่าโดยสารระบบรถไฟด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สุวรรณภูมิแอร์พอร์ตเอกซ์เพรส) เป็นระบบรถด่วนจอดเพียงสถานี ต้นทางและปลายทาง (มักกะสัน-สุวรรณภูมิ) ราคา 150 บาท และระบบรถไฟท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สุวรรณภูมิแอร์พอร์ตซิตีไลน์) ซึ่งเป็นรถที่จอดทุกสถานี ราคา 15-45 บาท ตามระยะทาง

ขณะนี้ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างดำเนินงานเสร็จไปแล้วกว่า 98% เหลือเก็บรายละเอียดงานก่อสร้างอีกเล็กน้อย นอกจากนี้ยัง มีการก่อสร้างทางเชื่อมระหว่างสถานีในโครงการแอร์พอร์ตลิงก์กับรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ส่วนการจัดตั้งบริษัทลูกเดินรถคาดว่าจะเข้าครม.สัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม ได้ให้ฝ่ายบริหารไปเร่งรัดผู้รับเหมาในการดำเนินงาน โดยเฉพาะทางเข้า-ออกสถานี ครม.ได้อนุมัติงบดำเนินการปรับปรุงแล้วกว่า 115 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์

http://www.posttoday.com/news.php?id=48951

ปี' 53 เพิ่มรถไฟฟ้า 2 สายฟื้นศก.

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
 
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะ 2 สนข.ชูแผน เร่งเดินหน้าแจ้งเกิดรถไฟฟ้าเพิ่ม 2 สาย

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนสายสีชมพู จากศูนย์ราชการนนทบุรี-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กม.ว่าโครงการดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 เริ่มปี 2553-2555 เช่นเดียวกับสายสีน้ำตาล จากแยกลำสาลี-มีนบุรี 11 กม.

สายสีชมพูจะได้รับงบประมาณจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและออกแบบ รายละเอียด 3,711 ล้านบาท และสายสีน้ำตาล 1,702 ล้านบาท ทั้ง 2 โครงการอยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หลังจากนี้จะเสนอให้ครม.พิจารณาอนุมัติต่อไป

นางสร้อยทิพย์ กล่าวอีกว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบายที่จะเร่งรัดโครงการสายสีชมพู โดย ตั้งเป้าว่าจะต้องเริ่มดำเนินการในปี 2553 เพื่อแก้ปัญหาจราจรบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ

วงเงินค่าก่อสร้างโครงการระบบขนส่งมวลชนทั้ง 2 เส้นทาง คาดว่าจะชัดเจนหลังการออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ ที่ผ่านมา สนข. ประมาณการว่าสายสีชมพูจะใช้เงินลงทุน 37,110 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายงานโยธา 17,090 ล้านบาท งานไฟฟ้าและเครื่องกล 7,855 ล้านบาท งานจัดหาขบวนรถ 6,770 ล้านบาท งานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและออกแบบรายละเอียด 4,580 ล้านบท และงานจ้างที่ปรึกษา 815 ล้านบาท โดยมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 34.75% และมีผู้ใช้บริการวันละ 1.95 แสนคน ในปี 2559

สายสีน้ำตาลจะใช้เงินลงทุน 17,020 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายงานโยธา 9,645 ล้านบาท งานไฟฟ้าและเครื่องกล 3,700 ล้านบาท งานจัดหาขบวนรถ 3,120 ล้านบาท งานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและออกแบบรายละเอียด 115 ล้านบาท และ งานจ้างที่ปรึกษา 440 ล้านบาท มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 21.05% และมีผู้ใช้บริการวันละ 7.11 หมื่นคน ในปี 2559

ขณะที่โครงการสายสีชมพูจะเริ่มต้นจากศูนย์ราชการนนทบุรี ผ่านแยกแครายเข้าสู่ถนนติวานนท์จนถึงห้าแยกปากเกร็ด เข้าถนนแจ้งวัฒนะ ถนนรามอินทรา สิ้นสุดมีนบุรี ระยะทาง 34.5 กม. มี 24 สถานี เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีม่วง สีเขียวเข้ม และสีน้ำตาล ใช้รถไฟฟ้ารางเดี่ยวแบบยกระดับ

สายสีน้ำตาลจะเริ่มต้นที่แยกลำสาลี ใช้รถไฟฟ้า MRT เป็นทางใต้ดินตามแนวถนนรามคำแหงจนถึงคลองบ้านม้า เป็นทางยกระดับตามแนวเกาะกลางถนนรามคำแหงจนถึงมีนบุรี ระยะทาง 11 กม. มี 8 สถานี เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสาย สีส้ม สีน้ำตาล และสีชมพู

http://www.posttoday.com/news.php?id=48952

วันศุกร์ที่ 29 พ.ค. 52 ห้อง 306-307 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 เวลา 08.00-16.00 น.

 

 

 

อนุกมธ.ด้านคนพิการฯ วุฒิสภา ชี้ เสวนาเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมายคนพิการได้ประโยชน์จริง

25 พ.ค. 52             ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านคนพิการ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็กเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา คาด การจัดเสวนา เรื่อง “รวมพลังขับเคลื่อนกฎหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” จะได้แนวทางให้เกิดการบังคับใช้ได้จริง พร้อมเชิญชวนเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาร่วมการเสนา 29 พ.ค. นี้

                นายมณเฑียร  บุญตัน  ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านคนพิการ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็กเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา กล่าวถึงการจัดเสวนาเรื่อง “รวมพลังขับเคลื่อนกฎหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” ในวันศุกร์ที่ 29 พ.ค. 52 ว่า อยากให้เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาเข้าร่วมการเสวนาเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ทราบถึงการดำเนินการด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการว่ามีกฎหมายใดบ้างที่ใช้บังคับอยู่มีผลกระทบต่อคนพิการ ทั้งลบและบวก เพราะในปัจจุบัน คนพิการในประเทศไทยมีถึงร้อยละ 10 คิดเป็นจำนวน 6 ล้านคน ดังนั้น สมาชิกวุฒิสภาถือเป็นฝ่ายนิติบัญญัติจึงควรจะมีความเข้าใจในกรอบกติกาต่าง ๆ ที่ใช้และมีผลกระทบต่อคนถึงร้อยละ 10 ของประชาชนในการที่สมาชิกวุฒิสภาจะได้ทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับบทบาทต่อไป

                นายมณเฑียร กล่าวต่อไปว่า คาดว่าหลังจากจัดเสวนาเรื่องดังกล่าวแล้วจะทำให้คนพิการได้รับประโยชน์จริงโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายบริหาร หรือองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรคนพิการ จะสามารถนำแนวทางไปปฏิบัติได้ ทั้งนี้ การจัดเสวนาดังกล่าวจะมีขึ้น ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการหมายเลข 306-307 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 เวลา 08.00-16.00 น. และจะมีการถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภาด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                                อัญชิสา  จ่าภา       ผู้สื่อข่าว

                                                                                                                มันทนา  ศรีเพ็ญประภา        เรียบเรียง

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

นั่งอย่างไรไม่ปวดหลัง?

วันที่ 21 พฤษภาคม 2552 เวลา 00:00 น.
 
 
นั่งอย่างไรไม่ปวดหลัง?

ใครที่ต้องนั่งอ่านหนังสือบนโต๊ะเป็นเวลานาน คงจะเคยรู้สึกปวดเมื่อยหลัง ส่วนสาเหตุจะเกิดจากอะไร แล้ววิธีแก้จะเป็นอย่างไรนั้น 'เกร็ดน่ารู้ Edutainment Zone' มีมาบอกกล่าวกัน

1.เลือกขนาดของโต๊ะเก้าอี้ให้เหมาะกับรูปร่าง ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป สังเกตจากเวลานั่ง เท้าจะวางราบสัมผัสพื้นได้ ส่วนหลังก็จะชนพนักพิงพอดี

2.นั่งเก้าอี้ให้เต็มก้น จะช่วยให้หลังไม่งอ ลดปัญหาปวดคอ คอเกร็ง สำหรับผู้ที่เผลอนั่งโดยโน้มตัวไปข้างหน้ามากเกินไป กล้ามเนื้อคอจะทำงานหนัก มีอาการตึง และส่งผลให้ปวดหลัง
3.ก้มอ่านหนังสือในระดับพอเหมาะ ควรอยู่ระดับเดียวกับสายตา หากอยู่ต่ำกว่าจะทำให้เวลาอ่านต้องมองขึ้น - ลง บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแสบบริเวณหลังส่วนบน นอกจากนี้ ตำแหน่งวางข้อศอกควรอยู่ระดับเดียวกับพื้นโต๊ะ บริเวณไหล่จึงไม่เกร็ง
4.ไม่นั่งอยู่กับที่นานเกินไป ทุก ๆ 30 นาที ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง อาจยืดเส้นยืดสายอยู่กับที่หรือลุกเดิน เพื่อให้เส้นเอ็นคลายตัว แต่! หลีกเลี่ยงการก้มหรือยืดหลังแรง ๆ เพราะจะทำให้เจ็บกล้ามเนื้อได้
การนั่งอย่างถูกท่า ถูกวิธี นอกจากจะช่วยถนอมกล้ามเนื้อหลังแล้ว ยังเป็นการฝึกบุคลิกภาพที่ดีด้วย.

'รัตติกาล'
rattikarnt@dailynews.co.th

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=73995&NewsType=2&Template=1

Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out.

เตือนซดโคล่าหนักกล้ามเนื้ออ่อนแรง!!

เตือนซดโคล่าหนักกล้ามเนื้ออ่อนแรง!!
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤษภาคม 2552 11:49 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ผลวิจัยพบดื่มโคล่ามากเกินไปอาจทำให้อ่อนเพลียและกล้ามเนื้ออ่อนแรง
บีบีซีนิวส์ – เตือนการดื่มโคล่ามากเกินไป อาจทำให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพตั้งแต่อ่อนเพลียไปจนถึงกล้ามเนื้ออ่อนแรง เนื่องจากเครื่องดื่มประเภทนี้ทำให้ปริมาณโปแตสเซียมในร่างกายลดระดับลงอย่างน่ากลัว
       
        รายงานในวารสารเจอร์นัล ออฟ คลินิคัล แพร็กทิซยกตัวอย่างเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงนกกระจอกเทศรายหนึ่งในออสเตรเลีย ที่ถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินจากอาการปอดไม่ทำงาน หลังดื่มโคล่าวันละ 4-10 ลิตร
       
        อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยคนนี้สามารถหายเป็นปกติ แต่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้เลิกดื่มโคล่า
       
        อีกตัวอย่างหนึ่งเกิดกับหญิงมีครรภ์ที่ดื่มโคล่าเป็นประจำวันละ 3 ลิตรติดต่อกันหกปี และมีอาการเหนื่อยล้า เบื่ออาหารและอาเจียนบ่อยครั้ง
       
        ผลการตรวจพบว่าอัตราการเต้นของหัวใจของผู้ป่วยรายนี้ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจเกิดจากระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำ แต่หลังจากหยุดโคล่า สุขภาพของเธอก็ดีดังเดิม
       
        ดร.คลิฟฟอร์ด แพ็กเกอร์ จากศูนย์การแพทย์หลุยส์ สโตกส์ คลีฟแลนด์ในโอไฮโอ สหรัฐฯ แสดงความเห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเรื่องที่พบเห็นได้ยาก โดยความเสี่ยงจะขึ้นกับปริมาณการดื่มโคล่า
       
        ดร.แพ็กเกอร์แจงว่า ด้วยการตลาดมวลชนเชิงรุกและฤทธิ์ในการเสพติดของคาเฟอีน จึงไม่น่าแปลกใจที่คนนับล้านในประเทศอุตสาหกรรมดื่มโคล่าวันละอย่างน้อย 2-3 ลิตร และผลที่ตามมาคือระดับโปแตสเซียมในร่างกายของผู้ที่ดื่มโคล่าแทนน้ำบางรายลดลงสู่ระดับที่เป็นอันตราย
       
        ดร.มอสเซส เอลิแซฟ จากมหาวิทยาลัยไอออนนินาในกรีซ ซึ่งเป็นผู้จัดทำรายงานฉบับนี้ แจงว่าภาวะโปแตสเซียมต่ำอาจเกิดจากการบริโภคสารสามชนิดซึ่งเป็นส่วนประกอบของโคล่ามากเกินไป ได้แก่ กลูโคส ฟรุกโตส และคาเฟอีน
       
        "บทบาทของสารประกอบแต่ละตัวเหล่านี้ในด้านพยาธิสรีรวิทยาของภาวะโปแตสเซียมต่ำที่เกิดจากโคล่าอาจต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยส่วนใหญ่เราคิดว่าคาเฟอีนมีบทบาทสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ หลังจากเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีคาเฟอีนประกอบอยู่ในปริมาณมาก แต่ไม่มีกลูโคสและฟรุกโตส"
       
        อย่างไรก็ตาม ดร.เอลิแซฟเตือนว่าผลิตภัณฑ์โคล่าปลอดคาเฟอีนอาจทำให้เกิดภาวะโปแตสเซียมต่ำได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากฟรุกโตสอาจเป็นสาเหตุของอาการท้องร่วง
       
        "เราเชื่อว่าต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อค้นหาว่าปริมาณเท่าใดที่ถือว่ามากเกินไปสำหรับการดื่มโคล่าในแต่ละวัน"
       
        ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันว่าการดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้มากเกินไปมีความเกี่ยวโยงกับโรคอ้วน เบาหวาน และปัญหาของกระดูกและฟัน
       
        กระนั้น โฆษกของสมาคมผู้ผลิตน้ำอัดลมแห่งอังกฤษแสดงความคิดเห็นว่า ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาล่าสุดนี้ล้วนเป็นกรณีของการดื่มมากเกินไป ขณะที่การดื่มโคล่าแต่พอประมาณยังคงปลอดภัยต่อสุขภาพ และว่าอุตสาหกรรมน้ำอัดลมยึดมั่นกับการส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมอย่างมีความรับผิดชอบ
       
        นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังติดฉลากระบุส่วนผสมของเครื่องดื่มบนบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลในการตัดสินใจ
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000056864


Hotmail® has ever-growing storage! Don't worry about storage limits. Check it out.

รางวัลยิ่งใหญ่ของพ่อผู้รอคอย เห็นหน้าลูกชายครั้งแรกในชีวิต

รางวัลยิ่งใหญ่ของพ่อผู้รอคอย เห็นหน้าลูกชายครั้งแรกในชีวิต
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤษภาคม 2552 17:30 น.
สตีเฟนถ่ายรูปกับโจชัวร์ (ซ้าย) และแฮร์รี่ สองลูกชายหัวแก้วหัวแหวน
        เดลิเมล์ – พ่อได้เห็นหน้าลูกชายเป็นครั้งแรก หลังการผ่าตัดอันซับซ้อนที่ทำให้ดวงตาข้างหนึ่งกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง
       
        สตีเฟน อาร์มิเทจ วัย 36 ปี เกิดมาตาบอดข้างหนึ่ง ส่วนตาอีกข้างสูญเสียความสามารถในการมองเห็นเพราะติดเชื้อจากคอนแท็กเลนส์
       
        แต่ภายหลังการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ทั้งซับซ้อนและละเอียดอ่อนที่กินเวลานานถึง 7 ชั่วโมงเมื่อสามเดือนที่แล้ว สตีเฟนสามารถมองเห็นได้อีกครั้งแม้ด้วยดวงตาเพียงข้างเดียวก็ตาม
       
        ตลอดสามปีที่ผ่านมา สตีเฟน พ่อลูกสองจากยอร์กเชียร์ อังกฤษ มองเห็นภาพต่างๆ เพียงเลือนลาง และไม่เคยเห็นหน้าแฮร์รี ลูกชายคนเล็ก หรืออ่านหนังสือให้โจชัวร์ ลูกชายวัยสี่ขวบฟังแม้แต่ครั้งเดียว
       
        "สองสัปดาห์หลังการผ่าตัด หมอถอดผ้าพันแผลออก สิ่งที่เกิดขึ้นยากที่จะอธิบายจริงๆ เพราะทันใดนั้นตาข้างหนึ่งของผมก็รับภาพที่อยู่ตรงหน้า ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ผมสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลออกไปเป็นไมล์
       
        "การกลับบ้านไปพบลูกๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สุดยอดที่สุด ผมไม่เคยเห็นสีหน้าหรือท่าทางของแฮร์รี เคยเห็นเขาแค่ลางๆ เท่านั้น แต่แล้วผมก็เห็นหน้าเขาถนัดตา"
       
        เคลลี ภรรยาของสตีเฟน เสริมว่า "ตอนนี้เขาพาลูกๆ ออกไปเล่นในสวนสาธารณะ โดยไม่ต้องมีฉันคอยไปด้วยอีกแล้ว
       
        "ปีที่แล้วแม้แต่เล่นกับลูกๆ ในสวนเขายังทำไม่ได้ แล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาก็เริ่มอ่านหนังสือให้จอชฟัง ลูกวิ่งเข้ามาในห้องมาบอกพี่เลี้ยงและทุกคนว่าพ่ออ่านหนังสือได้"
       
        "โจชัวเปิดหนังสือส่งให้ผม การได้เห็นหน้าเขาช่างอัศจรรย์จริงๆ เขาตะโกนเสียงดัง 'พ่ออ่านหนังสือได้' และจริงๆ แล้วนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมอ่านหนังสือให้ลูกฟัง
       
        "ต้องใช้เวลาพักหนึ่งกว่าที่พวกเขาจะชินกับการเปลี่ยนแปลง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขารับรู้ว่าพ่อของพวกเขามองไม่เห็น" สตีเฟนสำทับและว่า
       
        "พอภรรยาผมออกไปจากห้อง ทีนี้แหละทั้งสองทะโมนก็ลุกขึ้นมาทำสิ่งที่อยากทำ แฮร์รีปีนขึ้นไปยืนบนโต๊ะอาหารและรอดูปฏิกิริยาของผม
       
        "ครั้งนี้ผมมองเห็นและบอกให้เขาลงจากโต๊ะ พวกเขามองไปรอบๆ ด้วยความช็อก"
       
        ก่อนการผ่าตัด สตีเฟนต้องพึ่งเพื่อนๆ และครอบครัวเวลาไปไหนมาไหน และกลัวการไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน แต่ตอนนี้เขาชอบไปนั่งเล่นในผับที่แน่นขนัด
       
        "แต่ก่อนตอนออกไปเที่ยวกับเพื่อน พวกเขาต้องพาผมไปห้องน้ำ แต่ตอนนี้ผมไปเองได้แล้ว ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง"
       
        เจมส์ บอลล์ ศัลยแพทย์จักษุของโรงพยาบาลเซนต์เจมส์ในลีดส์ เล่าว่าการผ่าตัดสตีเฟนถือเป็นเคสพิเศษของโรงพยาบาล โดยทีมแพทย์ต้องรักษาจอประสาทตาที่ลอก และย้ายตำแหน่งเลนส์ก่อนปลูกถ่ายกระจกตาที่ได้รับบริจาคมา การผ่าตัดอันซับซ้อนและละเอียดอ่อนนี้ใช้เวลาทั้งสิ้นเจ็ดชั่วโมง
       
        "ก่อนการผ่าตัด สายตาเขาแย่มาก และอีกไม่นานคงถึงขั้นไม่รับรู้แสง และผมไม่เคยผ่าตัดในลักษณะนี้มาก่อน"
       
        บอลล์เสริมว่า ขณะนี้มีคนไข้มากมายกำลังรอการปลูกถ่ายกระจกตา พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนบริจาคกระจกตาที่เว็บไซต์ uktransplant.org.uk
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000054119

Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out.

รายการบล็อกของฉัน

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
ข่าวสาร ข้อมูล ทุกด้านต้องรับฟัง ไม่เชื่อสิ่งที่เห็น ฟังข่าวสารเพียงฝ่ายเดียว ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/ http://twitter.com/jiew ● ปรึกษาปัญหากฏหมาย ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ ปัญหาติดต่อราชการ ฟรี ● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล, ● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work สำนักพิมพ์ดาวหาง www.sanamluang.bloggang.com สนใจติดต่อสอบถาม workingmailhome@hotmail.com