ข่าวสาร ข้อมูล ทุกด้านต้องรับฟัง ไม่เชื่อสิ่งที่เห็น ฟังข่าวสารเพียงฝ่ายเดียว ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว/ FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/ http://twitter.com/jiew ● ปรึกษาปัญหากฏหมาย ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ ปัญหาติดต่อราชการ ฟรี ● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล, ● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work สำนักพิมพ์ดาวหาง www.sanamluang.bloggang.com สนใจติดต่อสอบถาม workingmailhome@hotmail.com

"เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน"

ฉันไม่ชอบกฎหมาย
Blognone
Bookmark and Share

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แข่งขนขยะ

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6768 ข่าวสดรายวัน


แข่งขนขยะ


เอิ๊กอ๊ากอินเตอร์




กรุงซาเกร็บ นครหลวงโครเอเชีย เค้ามีเทศกาลเฉลิมฉลองระดับนานาชาติ เปิดการแสดงด้านวัฒนธรรม-ร้องรำทำเพลงกลางเมืองเป็นประจำทุกปี

นอกจากนั้น ก็จะจัดการ "แข่งขัน" แปลกๆ สนุกๆ ให้คนทุกชนชั้นได้มีส่วนร่วมพร้อมกันไปด้วย

อย่างเช่นปีนี้เปิดให้ "คนเก็บขยะ" ผู้ปิดทองหลังพระคอยดูแลรักษาเมืองให้สะอาดเอี่ยม ลงสมัครร่วมแข่งขัน "ขี่รถขนถังขยะลมกรด" ใครปั่นเร็วจี๋เข้าเส้นชัยก่อนก็คว้ารางวัลไปนอนกอดที่บ้านได้เล้ยยย์

หน้า 7
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObWIzSXpNREV3TURZMU1nPT0=&sectionid=TURNd05nPT0=&day=TWpBd09TMHdOaTB4TUE9PQ==

รถประหยัดพลังงาน ตามแผนโลกสีเขียวนั่นแหละ

วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11413 มติชนรายวัน


เล็กแล้วต้องแจ๋วด้วย


คอลัมน์ จูนคลื่น

โดย waisang@matichon.co.th




สัปดาห์ก่อนมีข่าวรัฐบาลไทยเชิญชวน ตาต้ามอเตอร์ส ค่ายรถยักษ์ใหญ่แห่งแดนภารตะ มาผลิตและจำหน่ายรถยนต์ขนาดเล็กไร้อุปกรณ์เสริม "ตาต้า นาโน" ตกราคาคันละราว 8-9 หมื่นบาท ซึ่งผลิตและวิ่งกันอยู่ที่อินเดียแล้ว ความจริงการพัฒนารถยนต์ขนาดเล็ก ให้ประหยัดพลังงาน และเป็นทางเลือกของคนเงินเดือนในกระเป๋าไม่มากเท่าไร เป็นหนทางที่ดี ยิ่งรถขนาดเล็ก น้ำหนักน้อย ใช้พลังงานน้อย ค่าย "เปอโยต์" ก็ออกแบบขึ้นมาแล้ว เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมรถยนต์ยังเดินหน้าต่อไปได้ ตอบสนองเงินในกระเป๋าและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา ความที่เป็นแบรนด์จากยุโรป ซึ่งมีนโยบายในการใชัพลังงานสะอาด ค่อนข้างได้เปรียบ รุ่นนี้ อลัน คาเวนเชนโก ออกแบบเป็นรถเล็กใช้กระแสไฟฟ้า รายละเอียดทางเทคนิคก็ไม่ได้ยุ่งยาก ซับซ้อนเหมือนรถคันใหญ่ ประเภทไฮบริด ใช้ไฮโดรเจนและออกซิเจนเป็นเชื้อเพลิง



ดูๆ ไปอาจคล้ายรถเด็กเล่น แต่เห็นทีจะเป็นเทรนด์ของรถประหยัดพลังงาน ตามแผนโลกสีเขียวนั่นแหละ

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe02090652&sectionid=0147&day=2009-06-09

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Bhutan 2 : ก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงในภูฏาน




 




 

รายงานโดย :ปวีณา สิงห์บูรณา:
วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552
ก่อนหน้านี้ใครๆ ก็ทราบกันดีว่า ประเทศภูฏานนั้นปกครองกันด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นั่นก็คงจะมาจากเหตุผลหลักๆ เรื่องเดียว คือ กระแสชื่นชมเจ้าชายจิกมีนั่นเอง
หลัง จากนั้นข่าวคราวของภูฏานก็ได้รับความสนใจจากคนไทยเพิ่มมากขึ้น จนเมื่อไม่นานมานี้มีอีกข่าวหนึ่งที่ได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก คือการประกาศสละราชสมบัติของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 พระบิดาของเจ้าชายจิกมี ทำให้เจ้าชายจิกมีจึงขึ้นครองราชสมบัติแทนพระราชบิดาเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2549 กลายเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก
อันที่จริงแล้วถ้าใครมีโอกาสไปที่ภูฏานแล้วถามถึงเจ้าชายจิกมี คนภูฏานคงจะทำหน้างงๆ กันสักหน่อย เพราะพระราชบิดาของพระองค์ก็ทรงมีพระนามต้นว่า จิกมี เช่นเดียวกัน คือสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก ส่วนเจ้าชายจิกมีที่เรารู้จักกันนั้น ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ดังนั้นคนภูฏานจะเรียกพระบิดาของพระองค์ว่า เดอะโฟร์ทคิง (The 4th king) และเรียกเจ้าชายจิกมีว่า เดอะฟิฟท์คิง (The 5th king) อันนี้ก็ให้รู้เผื่อไว้ก็แล้วกัน ส่วนเรื่องราวที่เราจะนำมาเล่ากันในวันนี้เป็นเรื่องของก้าวย่างแห่งการ เปลี่ยนแปลงของประเทศภูฏาน ว่ากันด้วยประเด็นของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์มาสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งมีคณะองคมนตรีเป็นที่ปรึกษา และมีสภาแห่งชาติที่เรียกว่า ซงดู (Tsongdu) ทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย จะประกอบไปด้วยสมาชิก 161 คน (สมาชิก 106 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน+สมาชิก 55 คน มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์)
กล่าวกันว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศนั้นมาจากสายพระเนตรอันยาวไกล ของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 ที่ทรงเล็งเห็นถึงประโยชน์อันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ จึงทรงริเริ่มการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารราชการแผ่นดิน จากเดิมที่พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ให้เปลี่ยนรูปแบบเสียใหม่ โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลดูแลบริหารประเทศแทน และกำหนดให้มีสภาคณะมนตรีขึ้นมาประกอบการบริหารประเทศร่วมด้วย เพื่อเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ไว้ที่พระมหากษัตริย์ เพียงพระองค์เดียว
สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก (The 4th king) ทรงประกาศสละราชสมบัติให้แก่มกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 เนื่องจากทรงเห็นว่าภูฏานกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบอบการปกครอง ประเทศแบบเดิม ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ดังนั้น จึงจำเป็นที่มกุฎราชกุมาร (ในตอนนั้นเจ้าชายจิกมียังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร) ทรงจะต้องเรียนรู้ประสบการณ์ที่แท้จริงในการบริหารประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในฐานะพระประมุขของประเทศ
ในช่วงแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ประชาชนชาวภูฏานไม่ค่อยเต็มใจยอมรับสักเท่าไร เนื่องจากยังขาดความเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และเห็นว่าการปกครองเดิมที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็ทำให้ประชาชนมีความ สุขดีอยู่แล้ว ทำให้สมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 และมกุฎราชกุมารจิกมี (ในตอนนั้น) ทรงเสด็จพระราชดำเนินออกชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนว่า การเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ประเทศยังสงบและประชาชนมีความสุข ย่อมได้ผลดีกว่าในช่วงที่ประเทศประสบปัญหา เนื่องจากจะได้มีเวลาปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ด้วยความรอบคอบ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประชาชนชาวภูฏานก็มีความเข้าใจและยอมรับในการเปลี่ยนแปลง นี้
การ เลือกตั้งครั้งแรกของภูฏานเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2550 ที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งแรกของประเทศ และวันที่ 24 มี.ค. 2551 ก็มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศเช่น กัน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสู่ความเป็น ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ และผลการเลือกตั้งทำให้ประเทศภูฏานได้นายกรัฐมนตรีคนแรกภายใต้ระบอบ ประชาธิปไตยที่ชื่อว่า เลียนเชน จิกมี วาย ทินเลย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นอดีตรัฐมนตรีอีก หลายกระทรวง และที่สำคัญยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ Gross National Happiness (GNH) อันเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศที่ริเริ่มในสมัยสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 4 แห่งภูฏาน
หลังจากที่การเปลี่ยนแปลงเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ทางรัฐบาลภูฏานจึงได้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 และงานฉลองครบรอบ 100 ปี ราชวงศ์วังชุก ระหว่างวันที่ 68 พ.ย. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเผยแพร่พระราชพิธีในพระราชสำนักภูฏานให้สาธารณชน ได้รับทราบกันทั่วโลก โดยโอกาสนี้ทางรัฐบาลไทย นำโดยสถานเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรภูฏาน และกรมเอเชียใต้ฯ เป็นแม่งานหลักในการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นในวันที่ 2025 พ.ย. 2551 พร้อมกันนี้ก็ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกหลายหน่วย งาน อาทิ สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (TICA) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิษณุโลก โดยถือเอาโอกาสนี้เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้น มากยิ่งขึ้น มีการนำการแสดงศิลปวัฒนธรรมของไทยไปเผยแพร่ให้คนภูฏานได้ชื่นชมกัน รวมถึงทีมงานโลก 360 องศาของเราก็ได้มีโอกาสไปร่วมในงานนี้ด้วยเช่นกัน
ย้อนกลับไปถึงงานบรมราชาภิเษกที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 68 พ.ย. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่บรรยากาศของภูฏานทั้งประเทศเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันสดใสของชุด แต่งกายแบบพื้นเมืองปนกับรอยยิ้มแห่งความปีติยินดีของคนทั้งชาติ กับโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้ชื่นชมพระบารมีของกษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของ พวกเขาถึง 2 พระองค์พร้อมๆ กัน โดยพระราชพิธีวันแรกจัดขึ้นที่ Tashichho Dzong ในเมืองหลวงทิมพู มีพระบรมวงศานุวงศ์ และแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญมาร่วมในพระราชพิธีกันอย่างคับคั่ง ภาพความประทับใจที่คงอยู่ในความทรงจำของคนทั้งประเทศเห็นจะเป็นภาพที่ กษัตริย์ทรงสวมมงกุฎให้กับกษัตริย์ ซึ่งไม่ค่อยจะมีปรากฏให้เห็นมากนักในประวัติศาสตร์
อีก ภาพความประทับใจที่มีการกล่าวขานกันไปทั้งประเทศ คือ ช่วงที่เสร็จพระราชพิธีการด้านในห้องบัลลังก์ทอง ขณะเสด็จออกเพื่อไปยังห้องบัลลังก์พิธีอีกห้องหนึ่ง ในระหว่างที่จะเสด็จออกนั้น สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงทูลเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก เสด็จนำ แต่พระราชบิดาทรงปฏิเสธ และทรงให้พระองค์เสด็จนำ เสมือนหนึ่งจะยืนยันว่า พระราชบิดาทรงมอบพระราชอำนาจให้ทั้งหมดอย่างแท้จริง แม้สมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 จะทรงยืนยันถวายพระเกียรติ พระราชบิดาก็ไม่ทรงรับ สุดท้ายสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 ก็ตัดสินพระทัยเสด็จนำ เสมือนหนึ่งว่าทรงเข้าพระทัยและยอมรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่บนเส้นทางของ การขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขแห่งราชอาณาจักรภูฏานเป็นอย่างดี
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น พระราชาธิบดีที่ 5 เสด็จออกพบประชาชนหลายหมื่นคนที่มารอเฝ้าชมพระบารมี หลังจากทรงรับผ้าถวายพระพรจากพสกนิกรที่มาเข้าเฝ้า จากนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชนทีละแถวจนครบถ้วนทุกคน สร้างความปีติยินดีให้กับประชาชนชาวภูฏานเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาสัมผัสได้ด้วยหัวใจว่า กษัตริย์ของพวกเขาทรงเห็นความสำคัญของประชาชนเท่าเทียมกันทุกชนชั้น
วันที่ 2 และ 3 ของพระราชพิธี จัดขึ้นที่สนามกีฬากลางแจ้งในเมืองทิมพู โดยพสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศยังคงหลั่งไหลมาร่วมในพิธีกันตั้งแต่เช้าตรู่ พิธีการในวันนี้เป็นการสวนสนามของเหล่าทัพ ประกอบกับพิธีการอื่นตามโบราณราชประเพณี ช่วงหนึ่งของพระราชพิธีที่สะกดทุกหัวใจของชาวภูฏานให้สงบนิ่งฟังอย่างประทับ ใจ เห็นจะเป็นความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 ที่มีใจความว่า
"ใช่ว่าเราเป็นกษัตริย์แล้วเราจะขอสิ่งเหล่านี้จากพวกท่าน เป็นชะตาลิขิตที่นำพาเรามาอยู่ตรงนี้ เรารู้สึกขอบคุณอย่างมาก และด้วยความรู้สึกต่ำต้อยเป็นที่ยิ่งในความอ่อนวัยของตัวเอง เราคิดว่าหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเราก็คือการรับใช้ประชาชนและประเทศชาติ ที่แสนพิเศษของเรา
"ตลอดการปกครองของเรา เราจะไม่ปกครองท่านเยี่ยงเจ้าชีวิต แต่เราจะปกป้องพวกท่านเยี่ยงบิดา มารดา ห่วงใยท่านดังพี่ชาย และรับใช้ท่านดังบุตรชาย เราจะมอบทุกอย่างให้พวกท่าน และเราจะไม่เก็บอะไรไว้เลย เราจะใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ที่ดีคนหนึ่ง ที่พวกท่านอาจจะเห็นว่าพอจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับบุตรหลานของท่านได้ เราไม่มีจุดมุ่งหมายส่วนตัวอื่นใด นอกเสียจากความปรารถนาของพวกท่าน เราจะรับใช้พวกท่านเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน กลางคืน ด้วยความเมตตา ยุติธรรม และเท่าเทียมกัน"
ภูฏานในวันนี้ ผ่านพ้นก้าวย่างแห่งการเปลี่ยนแปลงมาเต็มรูปแล้ว และเป็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด การปกครองรูปแบบใหม่ และกษัตริย์หนุ่มพระองค์ใหม่ที่ทรงพระเยาว์ที่สุดในโลก แถมยังทรงพระปรีชาสามารถ และเป็นที่เคารพรักของประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเทศอื่นๆ จะวุ่นวายและวิตกกังวลกันทั่วหน้าด้วยพิษเศรษฐกิจ ในขณะที่คนภูฏานยังยิ้มกันได้อย่างทั่วหน้า โดยมิได้สะทกสะท้านอะไรกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในระบบทุนนิยม นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า พวกเขามี GNH เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และพวกเขามีศูนย์รวมจิตใจถึง 2 พระองค์
http://www.posttoday.com/travel.php?id=28146



What can you do with the new Windows Live? Find out

What can you do with the new Windows Live? Find out

What can you do with the new Windows Live? Find out

Bhutan 3 : ความสุขของประชาชน หรือความมั่งคั่งของประชาชาติ

รายงานโดย :ปวีณา สิงห์บูรณา:
วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552
ถ้า "ความสุข" คือเป้าหมายสูงสุดในชีวิตมนุษย์แต่ละคน ดังนั้นการพัฒนาประเทศซึ่งเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว จึงควรจะพัฒนาเพื่อนำไปสู่การบรรลุความพึงพอใจของมนุษย์ทั้งทางร่างกายและ จิตใจเป็นหลัก...
นี่ เป็นแนวคิดการเกิดขึ้นของ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" หรือ GNH ที่ได้รับการประกาศเป็นครั้งแรกโดยกษัตริย์ จิกมี ชิงเย วังชุก หรือพระราชาธิบดีที่ 4 แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ในปีพ.ศ. 2515
ถ้าพูดถึงคำว่า GNH ดูเหมือนว่าทุกวันนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทยแล้ว โดยเฉพาะใครที่ติดตามข่าวสารความเป็นไปของโลก ยิ่งต้องคุ้นหูกับคำคำนี้ และหากใครที่สนใจศึกษาข้อมูลของประเทศภูฏาน คงจะเคยได้ยินมาว่า ภูฏานเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ใช้ดัชนีชี้วัดการพัฒนาประเทศ โดยยึดถือเอาค่าความสุขของประชาชนเป็นเกณฑ์ แทนที่จะใช้มูลค่าทางการค้าเหมือนประเทศอื่นๆ
GNH หรือ Gross National Happiness เกิดขึ้นในสมัยของพระราชาธิบดีที่ 4 แห่งภูฏาน (พระราชบิดาของกษัตริย์ จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระราชาธิบดีที่ 5 กษัตริย์องค์ปัจจุบันของราชอาณาจักรภูฏาน) ด้วยทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล จึงทรงเล็งเห็นว่าหลายๆ ประเทศที่มุ่งเน้นพัฒนาด้านเศรษฐกิจโดยลืมคำนึงถึงต้นทุนที่ต้องแลกไป สุดท้ายก็ต้องประสบกับปัญหาหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ผลกระทบทางด้านวัฒนธรรม หรือความตกต่ำทางสังคม ดังนั้นพระราชาธิบดีที่ 4 จึงทรงประกาศนโยบายในการพัฒนาประเทศ โดยยึดเอาหลักทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติเป็นเกณฑ์
ความสุขมวลรวมประชาชาติคืออะไร?...ความสุขมวลรวมประชาชาติเป็นแนวความคิด ในทางเศรษฐศาสตร์มหภาค ซึ่งตั้งอยู่บนฐานคิดของพุทธศาสนา และหลักความจริงในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ โดยทฤษฎีนี้มีหลักใหญ่อยู่ 4 ประการด้วยกัน
ประการแรก คือ การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างยั่งยืนและเสมอภาค เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจโดยนำเอาปัจจัยทางด้านสังคม วัฒนธรรม และปัจจัยทางด้านจิตใจในส่วนลึกของประชาชนเข้ามาพิจารณาประกอบด้วย เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนและเสมอภาค บนพื้นฐานของสังคมที่เคารพประชาชนและวัฒนธรรมของตนเองเป็นหลัก เมื่อใดก็ตามที่การพัฒนาเศรษฐกิจนั้นทำให้คนรวยรวยขึ้นเฉพาะกลุ่ม หรือถ้าการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นเพื่อมุ่งประโยชน์ของคนรุ่นปัจจุบันเป็นหลัก โดยมิได้คำนึงถึงอนาคตระยะยาวของคนในรุ่นต่อๆ ไป การพัฒนานั้นไม่สอดคล้องกับหลัก "ความสุขมวลรวมประชาชาติ"
ประการที่สอง คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นการพัฒนาที่ต้องไม่เป็นการทำลายความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ จะต้องมีการบำรุงและปกป้องให้คงสภาพความสมบูรณ์เพื่อรุ่นลูกหลานต่อไปใน อนาคต
ประการที่สาม คือ การรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรม ถือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน เพราะคุณค่าของมนุษย์กำลังถูกกัดกร่อนจากความโลภ ทำให้เราพบเห็นความเมตตากรุณา ความมีน้ำใจน้อยลง...สัมผัสความอ่อนโยน ความเสียสละ ความอ่อนน้อมถ่อมตนได้น้อยลงเช่นกัน รวมถึงการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองก็ลดน้อยถอยลงไปด้วยทุกที ทั้งที่จริงแล้วคุณค่าดังกล่าวของมนุษย์ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ สังคมมีความหมาย และน่าอยู่ยิ่งขึ้น
ประการที่สี่ คือ การส่งเสริมการปกครองที่ดี หรือ "ธรรมาภิบาล" เป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด โดยทั้งระบบการปกครองและผู้ทำหน้าที่ควรต้องเป็นไปในทิศทางที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม สุจริต เพื่อนำพาสังคมไปสู่ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" อย่างแท้จริง
 
อันที่จริงแล้วเคยมีคนตั้งข้อสงสัยกันขึ้นมาว่า ถ้าจะดำเนินแนวทางเพื่อให้ประชาชนไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ความสุข นั้น สิ่งที่ยังเป็นคำถามต่อมาคือ ความสุข ในความหมายของแต่ละคนคืออะไร ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องแตกต่างกันออกไป แล้วความสุขน่ะวัดกันได้จริงหรือ???
ถ้า หากความสุขคือความรู้สึกดีต่อทุกสิ่งที่เราสัมพันธ์ด้วยทั้งทางตรงและทาง อ้อม ดังนั้นถ้าเราเอาสิ่งที่คนในสังคมทุกคนมีโอกาสสัมพันธ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการอยู่อาศัย การใช้งาน หรือการเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจก็ตาม ลองเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นดัชนีกลางชี้วัดแทนก็น่าจะพอได้ ซึ่งเราเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีเรื่องของความเกี่ยวโยงกันไม่กี่เรื่อง โดยเรื่องที่เห็นชัดๆ เลยคือ เรื่องของธรรมชาติ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ดังนั้นการที่มนุษย์มีความรู้สึกที่ดี และรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ถูกแบ่งแยกออกจากสิ่งเหล่านั้น นั่นอาจเป็นตัวแทนของความสุขโดยรวมก็เป็นได้
แนวคิดของ GNH อาจจะไม่ได้มีความเหมาะสมกับระบบเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศ แต่หัวใจของ GNH สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ได้กับทุกสังคม ตราบเท่าที่เป้าหมายในชีวิตของมนุษย์ยังคงเป็น "ความสุข" โดยการยึดถือหลัก GNH นั้นไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ หรือปลูกข้าวไว้กินเองเท่านั้น และก็ไม่ได้หมายถึงว่าแนวคิดนี้ห้ามไม่ให้มีคนรวยด้วย เพียงแต่ว่าความร่ำรวยที่เกิดขึ้นต้องได้มาอย่างถูกต้องชอบธรรม ด้วยการประกอบสัมมาอาชีพ และถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง แต่ก็สามารถใช้ชีวิตอย่างไม่เป็นทุกข์ และมีความสุขใจกับตนเอง กับครอบครัว ธรรมชาติ และสังคม นั่นอาจจะเป็นความสุขที่ยิ่งกว่าการมีเงินทองมากมายเสียด้วยซ้ำไป
วันนี้ ภูฏานได้พิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นแล้วว่า แม้รายได้ประชาชาติของพลเมืองภูฏานจะอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าประเทศอื่นมาก แต่ผู้คนของประเทศนี้ก็ยังยิ้มแย้มได้อย่างเต็มหัวใจ มากกว่าผู้คนในหลายๆ ประเทศที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการปั้นตัวเลขผลประกอบการให้สูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้น แต่ท้ายที่สุดอาจต้องแลกด้วยต้นทุนหลายประการที่บั่นทอนทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต
ไม่มีอะไรเป็นข้อสรุปตายตัวว่า แนวคิดแบบ GNH จะเป็นแนวคิดที่ดีที่สุด บางทีแนวคิดแบบนี้อาจเหมาะสมกับประเทศที่มีโครงสร้างคล้ายกับภูฏานเท่านั้น หรือบางทีประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจไปจนถึงจุดสูงสุดแล้ว อาจจะถึงเวลาที่ต้องนำเอาระบบความคิดแบบนี้เข้าไปปรับประยุกต์ใช้บ้างก็เป็น ได้
ย้อนกลับมาในบ้านเรา ก็ต้องยอมรับกันตามตรงว่า ไทยเราก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มุ่งเน้นพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจตามแนวทางตะวัน ตกมานานพอสมควรแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ได้พัฒนาไปถึงจุดสูงสุดก็ตามที แต่ก็เรียกได้ว่าเดินหน้ามาจากอดีตมากทีเดียว แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยบ้าง การพัฒนาในรูปแบบที่ปฏิบัติกันมาตลอด ส่งผลให้คนไทยมีความสุขกันถ้วนหน้าหรือไม่? ความร่ำรวยมั่งคั่งยังคงกระจุกตัวอยู่กับคนเฉพาะกลุ่มหรือไม่? ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพสังคม จิตใจคนเสื่อมโทรมลงไปบ้างหรือเปล่า? ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราไม่กล้าค้านอย่างเต็มปากเต็มคำว่า "ไม่" นั่นอาจจะถึงเวลาที่เราต้องทบทวนความหมายของคำว่า "ความสุข" ของตัวเราแล้วล่ะ
ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสอนให้คนไทยดำรงชีวิตและปฏิบัติตนให้อยู่อย่างพอเพียง ให้ดำเนินชีวิตบนทางสายกลาง เน้นการพัฒนาแบบยั่งยืน และสร้างสมดุลให้กับมนุษย์ ธรรมชาติ และสังคม ซึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงถูกพูดถึงกันมานานหลายปีแล้วในสังคมไทย แต่ก็ยังไม่สามารถปฏิบัติกันได้จริงอย่างทั่วถึง จึงไม่แปลกที่เรายังคงได้ยินข่าวคนไทยเป็นทุกข์หรือเดือดร้อนจากความไม่มี และการดิ้นรนเพื่อให้มีจนเกินกว่าศักยภาพของตน
อันที่จริงแล้วหากเรายึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต ความทุกข์ร้อนต่างๆ เหล่านั้นอาจลดน้อยลงไป และเราจะใช้เวลาส่วนที่เหลือในชีวิตเติมเต็มสิ่งที่เรียกว่า "ความสุข" ให้กับตนเองและคนที่รักได้มากยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง หรือทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ดูจะทันกับยุคสมัยและสังคมไทยในตอนนี้ และก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า ทฤษฎีนี้ไม่ห้ามมีคนรวย ไม่ได้สอนให้คนไปทำแต่อาชีพเกษตรกรรมเท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าปัจจุบันคุณจะประกอบอาชีพอะไร ก็สามารถนำทฤษฎีดังกล่าวไปปรับประยุกต์ได้ทั้งนั้น






http://www.posttoday.com/travel.php?id=28146



Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out!

วธ.เล็งส่งผู้แทนชิงเก้าอี้คกก.มรดกโลกเดือนต.ค.นี้หวังเสนอตัวเจ้าภาพ

วธ.เล็งส่งผู้แทนชิงเก้าอี้คกก.มรดกโลกเดือนต.ค.นี้หวังเสนอตัวเจ้าภาพ
ข่าววันที่ 8 มิถุนายน 2552 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ

ไทยส่งผู้แทนชิงเก้าอี้คกก.มรดกโลกชุดใหญ่เดือนต.ค.

หวังเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ "ปองพล"แนะแผนแม่บทพิมาย

สยามรัฐ – ศิลปวัฒนธรรม 8 มิ.ย. นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งทางกรมศิลปากรว่ายูเนสโกคณะกรรมการมรกดกโลกชุดใหญ่ซึ่งมีทั้งหมด 21 คน จะได้หมดวาระลง 12 คนในเดือนตุลาคมปีนี้  ในจำนวนนี้มี 2 ตำแหน่งเป็นคณะกรรมการจากทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นธรรมเนียมยูเนสโกจะมีการพิจารณาผู้แทนจากทวีปนั้นเข้ามาดำรงตำแหน่ง แทน ในส่วนของประเทศไทยในฐานะเป็นสมาชิกยูเนสโกและเป็นประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย จึงเตรียมเสนอรายชื่อคณะกรรมการเพื่อเข้ารับการพิจารณาเป็นคณะกรรมการมรดกโลกชุดใหม่ด้วย เบื้องต้นจะมีการประชุมร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) และกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) หารือถึงคุณสมบัติของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวโดยเร็วที่สุด เพื่อเสนอรายชื่อเข้าสู่การที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่กรุงปารีสประเทศ ฝรั่งเศส ราวต้นเดือนตุลาคมนี้

รม ว.วธ. กล่าวอีกว่า สำหรับข้อดีของการเป็นคณะกรรมการมรดกโลกชุดใหญ่ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากกรรมการคนดังกล่าวจะช่วยเป็นกระบอกเสียงเกี่ยวกับการดูแลรักษามรดก ไทย แหล่งโบราณวัตถุ โบราณสถานให้เป็นที่รู้จักระดับโลก ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ ตลอดจนช่วยผลักดันแหล่งโบราณสถานของไทยที่ขึ้นรายชื่อเสนอเป็นมรดกโลก ได้รับการประกาศยกย่องเป็นมรดกโลกให้สำเร็จ เจรจาความคืบหน้ากรณีพิพาทปราสาทเขาพระวิหารในเวทีโลก สุดท้ายจะมีผลต่อการเสนอตัวให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกชุดใหญ่ในอนาคต เหมือนเช่นปี 2537 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าวมาแล้ว ที่จ.ภูเก็ต ขณะนี้ในส่วนของ วธ.ได้คัดเลือกผู้เหมาะสมแล้ว 2 คน

ด้าน นายปองพล อดิเรกสาร อดีตประธานคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย กล่าวว่า กรมศิลปากรจะเสนอกลุ่มปราสาทขอม พิมาย พนมรุ้ง เมืองต่ำ ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก แต่ต้องทำแผนแม่บทก่อนโดยเฉพาะปราสาทหินพิมายต้องมีการศึกษาจุดเด่นที่ ปราสาทเป็นตัวกลางกลุ่มปราสาทขอมและเป็นต้นแบบของปราสาทขอมทั้งหมด แต่ ปัญหาประชาชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ปราสาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ไข่แดง ดังนั้นจึงอยากเสนอแนวคิดการเป็นมรดกโลกแบบเมืองที่มีชีวิต ไม่จำเป็นต้องเอาประชาชนออกจากพื้นที่ แต่เข้ามามีส่วนร่วม เพราะต่างประเทศมีโบราณสถานบางแห่งอยู่ใต้ถุนบ้าน เมื่อมีผู้อยากมาเข้าชม ก็เปิดให้ชมได้ – จบ

 
  รูปประกอบข่าว


http://www.siamrath.co.th/uifont/NewsDetail.aspx?cid=70&nid=39684


check out the rest of the Windows Live™. More than mail–Windows Live™ goes way beyond your inbox. More than messages

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

วอล์กเกอร์บูมเมอร์

วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11409 มติชนรายวัน


วอล์กเกอร์บูมเมอร์


คอลัมน์ จูนคลื่น

โดย waisang@matichon.co.th




แนวโน้มประชากรสูงวัยมีจำนวนเพิ่มขึ้น เหตุจากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การรักษาพยาบาลก็มีส่วนช่วยให้อายุยืนยาวไปด้วย ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหลายประเทศมีการคาดการณ์ดังกล่าว รวมถึงประเทศไทยก็เช่นกัน แต่ "แก่" ก็คือ "แก่" ประสิทธิภาพและสมรรถภาพของร่างกายก็เสื่อมไปตามวันเวลา

อุปกรณ์การแพทย์จึงเข้ามามีส่วนสัมพันธ์ในการใช้ชีวิตของคนเรา เหตุนี้นักศึกษาออกแบบ นาม "แดเนียล มอลลอย" ก็ได้ออกแบบวอล์กเกอร์ (Walker) หรือเครื่องช่วยเดิน ให้ทำงานได้ในทุกพื้นที่มากขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้สำหรับเดินในทางราบ วอล์กเกอร์ที่ถูกเรียกว่าบูมเมอร์ (Boomer) จึงถูกดีไซน์ให้มีสาระในทุกพื้นผิว รวมถึงการก้าวขึ้นตามขั้นบันไดอย่างปลอดภัย เช่นภาพที่เห็น มีติดล้อ ใส่เบรกเพื่อใช้งานอย่างสร้างสรรค์ชิ้นนี้ ก็ได้รับรางวัลชิ้นงาน "สร้างใหม่ซึ่งทันสมัยเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์สำหรับผู้สูงอายุ" จากออสเตรเลีย ในงานเจมส์ ไดน์สัน มาแล้ว ความพิเศษของบูมเมอร์นี้ใช้กลไกไฮเทคมาช่วย โดยเฉพาะเซ็นเซอร์เคลื่อนไหวจากฮอนด้ามาเสริม และมีฟังก์ชันในการเปิดปิม พับตัววอล์กเกอร์ เพื่อสะดวกในการพกพา แต่มีความแข็งแรงในการใช้ได้อย่างสบายๆ ที่ถูกใจหลายคน เหตุมีเบาะให้นั่ง มีที่เก็บและแขวนถุงยามไปเดินช็อปปิ้งอีกด้วย

หน้า 26
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe03050652&sectionid=0147&day=2009-06-05


See all the ways you can stay connected to friends and family

"ไดแอน โอเดลล์"ยอดผู้พิการโลก หัวใจไม่เคยแพ้

วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เวลา 14:13:01 น.  มติชนออนไลน์

"ไดแอน โอเดลล์"ยอดผู้พิการโลก หัวใจไม่เคยแพ้

สำหรับผู้คนทั่วโลก"ไดแอน โอเดลล์"เป็นตัวอย่างของมนุษย์ผู้ป่วยผู้อาภัพ สร้างวีรกรรมต่อสู้ชีวิตอย่างน่าสรรเสริญคนหนึ่งของโลก เป็นเจ้าของชีวิตที่พิสูจน์ให้ฟ้าเห็นแล้วว่า เธอเกิดมาเพื่อไม่แพ้ สอนบทเรียนและเป็นแรงบันดาลให้คนได้ทั่วโลก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการครบรอบ 1 ปีของการจากไปของหญิงสหรัฐอาภัพผู้มีร่างกายผิดปกติ แต่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับโรคร้ายของเธออย่างน่าชื่นชม มีกำลังที่เข้มแข็งชนิดต้องเรียกว่าเป็นหญิงหัวใจเหล็กได้อย่างเต็มปาก ไม่ได้ย่อท้อกับชะตากรรมที่ต้องป่วยเป็นโรคร้ายที่น้อยคนที่เผชิญ จนเมื่อพูดถึง"ผู้ป่วยหัวใจแกร่ง"เมื่อใด ก็ต้องมีเธอติดทำเนียบระดับต้น ๆ และชาวโลกต้องนึกถึงเธอทุกครั้งไป
 
"ไดแอน โอเดลล์"คือชื่อของผู้หญิงหัวใจเหล็กที่เรากล่าวถึง เธอเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2008 ภายหลังป่วยเป็นโรคโปลิโอที่ไขสันหลัง มาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ต้องใช้ชีวิตอยู่กับเครื่องบำบัดอาการที่เรียกว่า"Iron lung"เป็นเครื่องจักรที่ช่วยให้ผู้ป่วยที่สูญเสียการควบคุมของกล้ามเนื้อสามารถหายใจได้ แน่นอนที่สุด สภาพชีวิตของเธอถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ป่วยที่เคราะห์ร้ายที่สุดของโรค ที่เผชิญอาการป่วยด้วยโรคไม่เหมือนคนอื่น โดยในอเมริกาประเมินว่า มีผู้ป่วยต้องใช้เครื่องช่วยดังกล่าวเพียง 30 ราย
 
แต่สำหรับไดแอน โอเดลล์ อาจถือได้ว่าเธอโชคร้ายกว่าคนป่วยทำนองนี้ เพราะเธอเป็นผู้ป่วยจำนวนไม่กี่คนที่ต้องนอนในเครื่องบำบัดอาการดังกล่าวตลอด 24 ชม.
 
แม้จะถูกสวรรค์ลิขิตให้ต้องเป็นผู้ป่วยโรคร้าย แต่ชีวิตของไดแอนไม่เคยยอมแพ้ กลับเป็นนักสู้ตัวจริงที่ใคร ๆ ก็ต้องทึ่ง ชีวิตในวัยเด็กของเธอที่ต้องป่วยและรับการบำบัดด้วยเครื่องจักรช่วยชีวิตดังกล่าว ไม่เคยท้อแท้ต่อปมด้อยของการอยู่ในสภาพเป็นผู้ป่วยง่อยเปลี้ย แต่เธอสามารถผลักดันตัวเอง สร้างแรงบันดาลใจให้ชีวิตจนบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ได้ไม่ต่างจากคนธรรมดา โดยเธอสามารถสำเร็จการศึกษา ผ่านการทำการบ้านที่เพื่อนร่วมชั้น หรือครูอาจารย์ นำจากโรงเรียนมาให้เธอที่บ้าน ซึ่งเธอจะตอบคำถามผ่านการใช้เครื่อง"Dictophone"หรือเครื่องบันทึกเสียงพิเศษ ให้เพื่อนหรือครอบครัว บรรยาเพื่อนำไปเขียนเป็นการบ้านอีกต่อหนึ่ง นอกจากนี้ ด้วยจิตใจทีทรหด บางครั้งเธอยังทำการบ้านด้วยนิ้วเท้าด้วย
 
กระทั่งเธอสามารถสร้างฝันได้เหมือนคนทั่วไป โดยเมื่อปี 1965 เธอสำเร็จการศึกษาระดับไฮสคูล และต่อมาได้ศึกษาระดับหาวิทยาลัยที่"ฟรีด ฮาร์เดมาน"แม้ว่าเธอจะไม่สามารถคว้าปริญญา แต่จากความพยายามของเธอเหมือนคนอื่น ก็"ความพยายามที่จะเรียน"ของเธอก็ชนะใจใคร ๆ หลายคน นั่นทำให้เธอได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตในปี 1987 และในปี 1992 เธอได้รับบันทึกชื่ออยู่ในหนังสืออย่าง"นิตยสาร Woman World"และยังได้รับรางวัลทรงเกียรติจาก"The Jackson Rotary Club"ที่ถือเป็นหนึ่งในรางวัลทรงเกียรติที่สุดระดับแนวหน้าของสหรัฐด้วย
 
ดังที่กล่าวไว้ "ไดแอน โอเดลล์"ไม่เคยก้มหน้าให้กับชะตากรรมอาภัพของตัวเอง ในปี 1991 เธอเริ่มเขียนหนังสือเด็ก โดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทำงานด้วยเสียง ซึ่งเธอต้องใช้เวลานานกว่า 10 ปี กว่างานของเธอจะสำเร็จ"คลอด"เป็นหนังสือออกมา โดยถูกตีพิมพ์เมื่อปี 2001 เป็นจำนวน 1 แสนเล่ม ชื่อ"Blinky less Light"หรือ"แสงกระพริบน้อยๆ"(ซึ่งขายได้ราว 1 แสนเล่ม) ไม่นานหลังจากนี้ เธอได้พบกับนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ ในงานเลี้ยงคริสต์มาส เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ
 
นอกจากนี้ หนังสือดังกล่าวกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับดาราสาวอย่าง"เจน ซีมัวร์"ที่กล่าวถึงไว้ในหนังสือของเจน ก่อนที่จะเธอได้พบกับดาราสาวรายนี้เมื่อปี 2003 และซีมัวร์ได้แนะนำให้เธอรู้จักกับคริสโตเฟอร์ รีฟ ดาราอเมริกันผู้ป่วยเป็นโรคเดินไม่ได้
 
ในช่วงเวลาดังกล่าว ถือว่าชีวิตของผู้ป่วยหญิงหัวใจเหล็กรายนี้เต็มไปด้วยเกียรติและการชื่นชม ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง เธอบอกว่า เธอมีชีวิตที่ดีมาก เปี่ยมด้วยความรัก ครอบครัว และศรัทธา นอกจากนี้ ยังบอกว่า สาเหตุที่เธอเขียนหนังสือเด็กขึ้นมา ก็เพื่อแสดงให้เด็ก ๆ หรือวัยรุ่น โดยเฉพาะคนที่ป่วยเป็นโรคพิการ ได้เห็นว่า พวกเขาไม่ควรยอมแพ้ต่อโชคชะตา
 
แต่หลังที่เธอมีอาการหนักขึ้น ต้องเข้ารับการบำบัดด้วยเครื่อง"Iron lung"ตลอด 24 ชม.ต่อวัน ว่ากันว่า ค่าใช้จ่ายรักษาอาการเธอไม่ใช่เงินจำนวนน้อย หรือคิดเป็นจำนวน 60,000 ดอลลาร์ แต่ความเป็นหญิงหัวใจสู้ของเธอ ก็ทำให้มีการระดมทุนมูลนิธิช่วยเหลือเธอโดยตรง จำนวนนี้ยังรวมทั้งบุคคลดังบางคนด้วย
 
อย่างไรก็ตาม หรือในช่วงสองปีก่อน หรือในวันที่ 17 ก.พ.ปี 2007 ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิดอายุ 60 ปี ของเธอ เธอได้รับการฉลองวันเกิดโดยมีแขกกว่า 200 คน พร้อมเค้กอวยพรสูง 9 ฟุต เธอได้รับจดหมายอวยพรจากผู้คนทั่วโลก นอกจากนี้ ทีมถ่ายหนังเยอรมันยังเดินทางมาหาเธอ เพื่อนำชีวิตของเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย
 
แต่หลังจากนั้น วันที่ 28 เม.ย.2008 กลายเป็นวันสิ้นสุดอายุขัยของหญิงป่วยหัวใจเหล็ก เธอสิ้นชีวิตจากระบบไฟฟ้าเครื่องช่วยชีวิตของเธอขัดข้อง โดยไฟฟ้าตัดระบบการทำงานในการหายใจของเธอ ทำให้เธอเสียชีวิตลง แม้ว่าญาติจะพยายามช่วยเหลือเธอก็ตาม
 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1244100113&grpid=01&catid=06
 


check out the rest of the Windows Live™. More than mail–Windows Live™ goes way beyond your inbox. More than messages

รายการบล็อกของฉัน

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
ข่าวสาร ข้อมูล ทุกด้านต้องรับฟัง ไม่เชื่อสิ่งที่เห็น ฟังข่าวสารเพียงฝ่ายเดียว ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/ http://twitter.com/jiew ● ปรึกษาปัญหากฏหมาย ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ ปัญหาติดต่อราชการ ฟรี ● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล, ● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work สำนักพิมพ์ดาวหาง www.sanamluang.bloggang.com สนใจติดต่อสอบถาม workingmailhome@hotmail.com